เรามีโอกาสมาฝึกงานกับบริษัทรถยนต์ยี่ห้อหนึ่งแถวดอนเมือง และที่สำคัญก็คือ บริเวณที่เราอาศัยอยุ่อ่ะ อยุ่ใกล้ ร้านเจ้เล้ง   ร้านที่เน้นขายสินค้าจำพวกเครื่องสำอางค์ และเครื่องประทินโฉมนานาชนิด มากมายให้เลือกสรร

 

                       เครื่องสำอางค์ก็มีตั้งแต่ยี่ห้อที่คนทั่วไปรู้จักยันสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ที่คุณหญิงคุณนายจะชอบซื้อไปใช้กัน  

                          ก็เพราะแหล่งซื้ออยุ่ใกล้ที่พัก  สินค้าก็ราคาถูกกว่าห้างชั้นนำทั่วไป เมื่อที่เราเข้าไปร้านเจ้เล้งที่ไร ก็ได้ของกลับบ้านมาทุกที  ได้ทีละอย่างสองอย่าง

 

                           วันนี้ก็ได้ eye shadow ของ เรฟล่อน มา จากปกต 399 เหลือ 260

                            วันก่อนๆๆ ก็ซื้อมาทีละอย่างสองอย่างนะ แต่ไหงถึงได้เยอะอย่างนี้อะ

 

 

                                  ลิปกลอสของนาลิสต์จากญี่ปุ่น เจ้เล้งบอกว่าราคาปกติ อยู่ที่750 บ. แต้เจ้ขาย250

                                  eye liner ชนิดครีม ของ Palty 320 บาท

                                    cream lipgloss ของ เรฟล่อน จากปกติ 200 บ. เหลือ 130 บาท

                                     ลิปมันจากอเมริกากลิ่นผลไม้ น่ารัก 40 บาท

                                  ที่ล้าง อายเมคอัพของเรฟล่อน 85 บาท

                                   แปรงปัดบรัชออน ของ คาเมลล่า 85 บาท

                               ลดราคาเยอะขนาดนี้ มีหรือที่ผู้หญิงจะอดใจซื้อไม่ได้ ก็ที่เราซื้อมาอ่ะ เป้นของที่เรามีหมดแล้วนะ เครื่องสำอางค์หลายอย่างเราก็ยังใช้ไม่หมด  แต่เราก็อดใจที่จะห้ามซื้อไม่ได้อ่ะ

 

                           ขอเป็นคำเตือนให้กับสาว ๆ นะคะ ถ้ามีอยุ่ก็ใช้ไปก่อน จนกว่าจะหมด อย่าซื้อเพราะอยากได้อย่างเดียว ต้องคำนึงถึงการใช้สอยด้วย ว่าถ้าซื้อไปแล้ว จะคุ้มมั้ย ซื้อไปมาก ๆ ถ้าไม่ได้ใช้เด๋วหมดอายุเสียก่อน

เปลืองตังค์ค่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

 

 

 

 

 

 

 

                       

 เหลื่อแค่อาทิตย์เดียวเท่านั้นที่การฝึกงานของฉันจะเสร็จสิ้น

 

 

ภารกิจที่ทำก็ไม่มีอะไรมา 

 

 

 

 

ถ่ายเอกสาร

 เสิร์ฟน้ำให้แขกผู้มาติดต่อ

พิมพ์งาน

เอาเอกสารไปส่งแต่ละแผนก

จัดแฟ้ม

ค้นห้าเอกสารที่อยู่ในแฟ้ม 

ถ่ายโอนเอกสารจากแฟ้มหนึ่งไปยังแฟ้มหนึ่ง

ตัดกระดาษ

 

 

 

 

 

 

 

กรี๊ด ๆ งานออฟฟิศ ให้ฉัทำแค่นี้เองเหรอ  ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นเอาซะเลย 

 

 

 

 

เฮ้อๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

 

 

 

วินาทีสู่มิติแห่งรัก

posted on 20 May 2009 12:54 by kedsudana

             แดดร้อนอันแรงกล้าแผดเผาไปทุกหย่อมย่าน รวมุถึงโรงเรียนมัธยมประจำจังหวัดแห่งหนึ่งในภาคอีสานแห่งนี้ ได้ถูกอากาศร้อนอบอ้าวเข้ามาปกคลุมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

               ช่วงเวลานี้เป็นเวลาพักที่จะเข้าสู่คาบสุดท้ายของวันพฤหัสบดี  นักเรียนหลายกลุ่มกำลังเดินพักผ่อนระหว่างตึกเพื่อที่จะเปลี่ยนคาบเรียน  แต่โชคดีของ โย  แบม  นิด ที่ไม่ต้องเรียนคาบสุดท้าย เพราะเป็นวิชา อิสระ   จึงเป็นโอกาสที่สามสาวนี้จะได้ทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ ที่วัยรุ่นแสบอย่างพวกเราจะทำกัน

                 โย  แบม   นิด  สามสาวเพื่อนรักที่เรียกว่าซี้สุด ๆ ได้เดินออกมาจากห้องน้ำหญิง ด้วยอาการที่เรียกว่าเหนือยกับการเรียนวันนี้มามากพอแล้ว  แต่ทั้งสามก็ยังอยากหาอะไรสนุก ๆ ทำ โดยไม่มีใครคิดเลยว่า การตัดสินครั้งนี้ ได้เปลี่ยนชีวิตของเด็กผู้หญิง หนึ่งในสามนี้เลย

                   "เย็นนี้มีบาสนะเว้ย ไปดูกันมะ" แบม เพื่อนตัวเล็ก ร่าเริง รักกีฬ่า กล่าวขึ้น พร้อมกับหน้าตาที่ต้องการคำตอบอยู่นิดหน่อย

                   " เออใช่ ๆ  วันนี้ พี่พล ลงแข่งด้วยนะเว้ย " นิด สาวหมวย เรียนเก่งที่สุด ประจำแก๊ง กล่าวขึ้นลอย ๆ  ไม่ได้สนใจอะไร   

                    พี่พลคือใครนะเหรอ เขาอยู่ ม.6/10 เรียนเก่ง  หล่อ น่ารัก บ้านรวย  ขวัญใจสาวเล็ก สาวใหญ่ ในโรงเรียนแห่งนี้  แต่พี่พลเขาก็ไม่ได้หล่อแบบเพอร์แฟค อะไรอย่างนั้นหรอกนะ ก็แบบว่า ดูน่ารักอ่ะ ถึงแม้ว่าจะหัวล้านหน่อย  ตัวเล็กไปนิด แต่บุคลิกของพี่แกก็กระชากใจสาว ๆ หลายคนเลยทีเดียว

 

                     เมื่อ โย ได้ยินเพื่อนทั้งสองพูด ก็เลยเสนอ ความคิด ขึ้นว่า "พี่พลน่ะเหรอ ที่คนชอบเยอะ ๆ อ่ะนะ  หล่ออยู่เหรอวะ กูว่าไม่เห็นหล่อเลย"

                    "เออ กูก็ว่าอยู่ แต่บ้านรวยนะเว้ย" นิดตอบ

                    "แต่ก็น่าไปดูอยู่นะ ไม่มีอะไรทำพอดี  กว่าประตูโรงเรียนจะเปิด ขึ้เกียจรอว่ะ" โย พูดเสริม

 

                      และแล้วทั้งสามสาวก็เดินขึ้นไปบนอาคารอเนกประสงค์ที่มีลานสนามบาสอยู่  เวลานั้นเกมการแข่งขันระหว่างทีมสีแดง และ สีเขียว กำลังเข้มข้น เสียงเชียรฺจากขอบสนามดังสนั่น นักบาสแต่ละคนกำลังจดจ่อต่อเกมการเล่นอย่างจริงจัง รวมถึงพี่พล ที่ทั้งสามกล่าวถึงเมื่อสักครู่นี้ด้วย

                       คนมาดูมีไม่มากไม่น้อย มีทุกระดับชั้น ตั้งแต่ ม.1- ม.6  สามสาวเลือกที่นั่งติดริมขอบสนามเลย เพราะ เข้าง่ายดี  ไม่ต้องเดินไกล  โดยนั่งเรียงลำดับต่อไปนี้  แบม โย นิด  

 

                          แน่นอนว่าเกมการแข่งขันบาสครั้งนี้ มีคนมาดูพอสมควรก็เพราะว่ามีพี่พลแข่งด้วยนี้แหละ

ส่วนสามสาวที่มาดูก็ไม่มีใครคิดอะไรมากเลย แบบว่า ชิว ๆๆ อ่ะ

                           เมื่อเกมการแข่งขันเริ่มดุเดือดขึ้นเรื่อย ๆ  ผู้ที่ดูอยู่ตลอดเริ่มที่จะตื่นเต้น แต่สำหรับ โย สาวน้อยที่ยังไงก็ได้ ใครพาไปไหนก็ไปกัน กำลังอยู่ในอารมณ์เหม่อลอยไปเรื่อย ๆ ไม่ได้สนใจเกมแม้แต่นิด กำลังจะถูกอะไรบางอย่างถาโถมเข้ามาที่ตัวเธออย่างไม่รู้ตัว

 

                           ผู้ชายร่างเล็กที่กำลังเลี้ยงบาสกลางสนามได้ถูกคุ่ต่อสู้ของทีมตรงข้ามดันตัวมาออกนอกสนาม จนไกล้กระชั้นชิดเข้ามาสู่ตัวของ โย เพียงแค่เสี้ยววินาทื 

                         ทันใดนั้นเอง โย ตกใจมาก ก็เลยหลับตาลงพร้อมหันหน้าเบนไปอีกด้านหนึ่งเพราะ ตัวเองไม่ได้สนใจเกมในสนามเลยจึง ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง

                          ผู้ชายคนที่ถาโถมมาสู่ร่างของโย ไม่ใช่ใครที่ไหน นั้นก็คือ พี่พล สุดหล่อที่สาวทั้งสนามกรี๊ดนั้นเอง  โย อึ้งไปชั่วขณะ จำได้เพียงว่า คนเชียร์ข้างสนามได้ส่งเสียงร้องกรีดดังลั่นกับอุบัติเหตุครั้งนี้ 

                             โยรู้สึกแต่ว่ามีคนมาล้มใส่ แต่ตัวเองก็หลับตาอยู่ และก็ได้ยินเสียงกระซิบเบา ๆ ว่า"ขอโทษ  ขอโทษ"  จากนั้นโยได้ลืมตาขึ้นแล้วเพิ่งมารู้ว่า พี่พล ได้ล้มใส่ตัวเอง

                           เสียงกรี๊ดอื้ออึงเซ็งแซ่ ดังกระหึ่มก้องโรงยิม โยมองไปรอบ ทุกสายตายิ้มกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นแต่ ตัวโยไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น 

                            แบม : "โย เมื่อกี้ หน้าพี่พล กับ หน้าโย ห่างกันไม่ถึง หนึ่งนิ้ว อ่ะ" แบมแซวพร้อมกับยิ้มน้อย ๆ

                             นิด :  " งานเข้าแล้วหล่ะ อีโย คืนนี้มึงแอบกรี๊ดพีพลแน่

                             ไม่เพียงแค่เสียงของเพื่อนสาวทั้งสองที่ดังก้องอยู่ในหู ยังมีเสียงจากรุ่นพี่กลุ่มข้าง ๆ ที่เป็นแฟนคลับตัวยงของพี่พลอีกด้วย " น้องโย พี่อิจฉาน้องโยมากเ ลย เมื่อกิ้ห่างกันไม่ถึงหนึ่งนิ้วเลย"  " น้องโย โชคดีว่ะ ได้ไกล้กับพี่พลขนาดนั้นเลย" กรี๊ดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ วี๊ดวิ้ว 

                             สาวน้อยโยก็เกิดอาการเขินจนหน้าแดง เพราะ คนทั้งโรงยิมได้รู้ว่าได้เกิดอุบ้ติเหตุแบบน่ารัก ตามแบบฉบับการ์ตูนญี่ปุ่น ระหว่าง โยและพี่พล 

                             คำพูดที่เพื่อนแซวว่า อีโยต้องปลื้มพี่พล ก็ดูเหมือนจะเป็นจริง เพราะ หลังจากที่เธอกลับบ้าน เธอก็เพ้อฝันถึงพี่พลของเจ้าตัว แล้วในทีสุด เธอก็ตกหลุมรักพี่พลจนถอนตัวแทบไม่ขึ้น   

                             วันรุ่งเช้าของวันต่อมา  แบม แซวอยู่เล็ก ๆ ว่า "ต่อไปนี้ก้ต้องฟังอีโยบ่นถึงพี่พลทุกวันแน่ ๆ เลย" โยก็ตอบว่า "เออว่ะ กูเริ่มชอบพี่พลขึ้นมาแล้วว่ะ" พร้อมกับใบหน้าเขินอมชมพู

 

                              เหตการณ์ดังกล่าวก็ได้ผ่านมาหกปีแล้ว แต่ ความทรงจำในเรื่องนี้ไม่เคยลบเลือนไปจากก้นบึ้งของหัวใจโยเลยแม้แต่น้อง เมื่อสาวคนนี้กลับมานั่งคิดถึงอดีตตั้งแต่ตอนสมัยกระโปรงบานขาสั้น ก็ทำให้สาวโยแอบขำอยู่ลึกๆ ว่าเพียงแค่เสี้ยววินาทีก็ได้ทำให้ชีวิตของเธอได้มีช่วงเวลาหนึ่งที่ได้แอบรักใครสักคนโดยที่ไม่เคยหวังผลตอบแทนอะไรเลย                        

 

                               

 

 

edit @ 20 May 2009 14:37:08 by รุ้งราตรี

     เวลาผ่านไปเร็วจริงๆเลยนะ  เผลอแป๊บเดียวก็เข้ากลางเดือนพฤษภาคม  จำได้ว่าเพิ่งจัดงานปีใหม่กับเพื่อน ๆ เมื่อไม่นานมานี้เอง

    สงสัยคงเป็นเพราะในแต่ละวัน ฉันก็มีอะไรทำอยุ่เรื่อย ๆๆ เสมอมั้ง ก็เพราะอะไรเล่า ที่ฉันต้องรีบทำ  คำตอบคือวัยที่ไกล้จะเป็นผู้ใหญ่แล้วนะสิ  

           คิดแล้วก็น่าเศร้า เพราะเหลือเวลาแค่ปีเดียวเท่านั้น ที่ฉันจะเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย   ก็ตอนนี้ฉันอยุ่ปีสาม กำลังจะขึ้นปีสี่ ในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี่ไง 

            อีกปีเดียวเท่านั้น ที่เราจะยังสามารถขอตังพ่อแม่โดยที่ไม่ตะหงิดใจใดๆ ทั้งสิ้น 

            "....................."  ที่เราจะยังคงเป็นสาวมหาลัย  เรียน แล้วก็ ช๊อบปิ้ง เดินตลาดนัด 

           "......................" ที่ฉันจะเป็นรุ่นพี่ที่โตที่สุด ในคณะอักษรศาสตร์ ศิลปากร

            "......................" ที่ฉันต้องมาค้นหาตัวเองให้เร็วที่สุดว่า จบไปฉันจะทำยังไงกับอนาคต

            "......................" ที่ฉันต้องเก็บเกี่ยวช่วง่ชีวิตในมหาลัย ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

      คำกล่าวว่า "สี่ปีในมหาวิทยาลัย นั้นเป็นช่วงเวลาสั้น" ก็คงจะเป็นจริง  เราจะไม่มีทางรุ้ได้เลยจนกว่าเวลาจะใกล้เข้ามาจนเราต้องใจหาย  ฉันก็เป็นคนหนึ่งนะที่เพิ่งมาคิดได้ ก็เกือบสายไปแล้ว ( แต่ก็ยังทันอยู่นะ......อิอิ)

              ปิดเทอมที่ผ่านมา ฉันได้ทำกิจกรรม ดังนี้

1.ฉันไปเที่ยวกับครอบครัวที่เกาะเสม็ด 

2. ไปออกค่ายอีสานคืนถิ่น ที่ โรงเรียนบ้านนามะเขือ จ.กาฬสินธุ์

3.ฝึกงานที่ บริษัท จากัวร์ คาร์ส (ประเทศไทย)จำกัด

4.ไปเที่ยวดรีมเวลด์กับเพื่อนและน้องๆ 

               เรียกได้ว่า เป็นปิดเทอมที่ฉันไม่ได้อยุ่บ้านเฉย ๆ เหมือนเทอมที่ผ่านมา    เพราะปิดเทอมนี้ คงเป็นปิดเทอมสุดท้ายที่ฉันจะได้สัมผัสกับมันเลยทีเดียว  เขียนแล้วก็เศร้า .........

               สุดท้ายนี้ ฉันขอฝากข้อคิด เล็ก ๆน้อย ๆ ให้กับเพื่อน ๆ หรือ น้อง ๆที่ ยังคงเป้นวัยรุ่น วัยใส ว่า อย่าปล่อยให้เวลามันล่วงเลยไป ถ้าคิดจะทำอะไรก็รีบๆ ทำซะ  เหมือนที่ ศาสตราจารย์ ศิลป์  พีระศรี  สอนพวกเราว่า "พรุ่งนี้ก็สายเสียแล้ว"   ทั้งนี้ก็ต้องคำนึงถึงหน้าที่ของเราด้วยว่า สิ่งที่สำคัญกับเราในตอนนี้คืออะไร อย่าละเลยในหน้าที่ อย่าผิดจุดประสงค์    เรียนก็เรียนให้เต็มที่  เล่นก็เล่นให้เต็มที่.............จะได้ไม่ต้องมาเสียดายในภายหลังไงจ้ะ ^___^

       

 

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ exteen

posted on 18 May 2009 14:56 by kedsudana

เรื่องนี้เป็นเพียงตัวอย่างการใช้งานเท่านั้น คุณสามารถลบเรื่องนี้แล้วเริ่มต้นเขียนบล็อกได้เลย

ขอให้สนุกกับการใช้บล็อก